PRP คืออะไร ดีจริงหรือหลอก?
PRP ย่อมาจาก Platelet Rish Plasma คือ ส่วนประกอบของเลือดที่ได้จากการปั่นเหวี่ยงด้วยความเร็วที่เหมาะสมจนเกิดการแยกตัวของเลือดเป็นชั้นพลาสมา (ส่วนของน้ำเลือดที่เป็นสีเหลือง) และชั้นของเม็ดเลือดแดง ในส่วนของพลาสมานี่เองจะมีเกล็ดเลือดเข้มข้นสูง ซึ่งมีคุณสมบัติในการบำรุงเซลล์ผิวและรากขนได้
PRP มีประโยชน์อย่างไร
PRP ถูกนำมาใช้ในการรักษาด้านต่างๆ กว่า 30 ปี ได้แก่ การลดการอักเสบของกระดูก ข้อ และเส้นเอ็น และได้ถูกนำมารักษาปัญหาผมร่วงและหลุมสิว ซึ่งมีงานวิจัยรองรับแล้วว่าสามารถลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ และฟื้นฟูหลุมสิวได้เมื่อรักษาควบคู่กับหัตถการตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision)
ในด้านความงามมีการนำ PRP มาใช้มากขึ้น ถึงแม้งานวิจัยจะพบว่ามีทั้งเคสที่ได้ผลและไม่ได้ผล แต่ก็ถือเป็นหนึ่งการรักษาทางเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัย และจากประสบการณ์การรักษาของทางคณากรคลินิกพบว่าคนไข้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย ผิวที่เป็นสิว หลุมสิว ริ้วรอยเล็กๆ มีผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อได้รับการรักษาด้วย PRP
ประโยชน์ของ PRP อาจสรุปเป็นหัวข้อได้ ดังนี้
1.ช่วยฟื้นฟู กระตุ้น ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหรือผิวแพ้ง่าย ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีสุขภาพดี
2.ช่วยพื้นฟูริ้วรอยเล็กๆ และรอยคล้ำรอบดวงตา
3.ช่วยฟื้นฟูหลุมสิว
4.ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการรักษาก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อายุ ความหนักเบาของอาการ รวมถึงการดูแลตัวเองหลังการรักษาด้วยค่ะ
ใครบ้างที่ไม่ควรทำ PRP
1.ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์
2.ผู้ที่อยู่ในระหว่างการใช้ยาต้านภาวะแข็งตัวของเลือด ยาสลายลิ่มเลือด
3.ผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนัง หรือเป็นโรคทางผิวหนังอื่นๆ
4.ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจางขั้นรุนแรง
5.มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
6.ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรง หรือเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง
PRP มีโอกาสแพ้หรือไม่
PRP ได้มาจากการแยกชั้นพลาสมามาจากเลือดของตัวเราเอง หลายคนอาจคิดว่าไม่มีโอกาสแพ้ แต่ความเป็นจริงแล้วมีโอกาสที่จะแพ้ได้จากขั้นตอนการทำ เนื่องจากหลอดที่ใช้บรรจุเลือดจะมีส่วนประกอบของสารต้านการแข็งตัวของเลือด รวมทั้งในขั้นตอนการทำยังมีการใช้น้ำยาทำความสะอาดผิว เช่น แอลกอฮอล์ หากผู้ป่วยมีประวัติการแพ้สารกลุ่มดังกล่าว ก็อาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ แต่โอกาสในการแพ้นั้นน้อยมากๆ และหากเกิดอาการแพ้ก็สามารถทายาและทานยาแก้แพ้ ผิวของเราก็จะกลับสู่สภาพปกติได้
PRP ต้องทำบ่อยหรือไม่
แนะนำทำ PRP เดือนละ 1 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเห็นผลชัดเจนใน 3 เดือน
การเตรียมตัวก่อนทำ PRP
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
- ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ประมาณ 5 – 2 ลิตร
- ห้ามรับประทานยาต้านการอักเสบและการแข็งตัวของเลือดในกลุ่ม ASA หรือ NSIAD ก่อนทำ2-3 วัน
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2-3 วัน
- งดอาหารที่มีไขมันสูง
ขั้นตอนการทำ PRP
1.เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 10-20 ซีซี ใส่หลอดบรรจุ
2.นำเลือดไปปั่นเหวี่ยงด้วยความเร็วที่เหมาะสมประมาณ 10-20 นาที
3.ระหว่างรอจะมีการแปะยาชาบริเวณที่จะทำการรักษาเพื่อลดความเจ็บขณะทำหัตถการ
4.ดูดส่วนของพลาสมาสีเหลืองใส่ไซริงค์
5.นำ PRP มาฉีดในจุดที่ต้องการทำการรักษา เช่น ทั่วใบหน้า ลำคอ ใต้ตา หรือบริเวณศีรษะ
การปฏิบัติตัวหลังทำ PRP
- งดล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงแรกหลังการทำ PRP
- งดการออกกำลังกายอย่างหนัก
- ทาครีมบำรุงผิวได้ตามปกติ แต่ให้หลีกเลี่ยงการทาครีมที่มีส่วนผสมของ AHA หรือสาร Whitening
- ควรพักหน้า โดยงดแต่งหน้าอย่างน้อย 1 วัน
- หลีกเลี่ยงการรับประทานยาประเภทแอสไพริน(Aspirin) และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ประมาณ 2-3 วัน

Leave A Comment