ปรึกษาคุณหมอเรื่องรักษาสิว

คุณหมอตอบเองทุกคำถาม​

การรักษาสิว

โปรแกรมรักษาสิวของทางคณากรคลินิก

การรักษาที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพผิว สาเหตุ การดำเนินของโรค ซึ่งสิวจะเริ่มดีขึ้นหลังรักษาอาจต้องอาศัยระยะเวลานานถึง 2-3 เดือน และจะดีขึ้นมากในเวลา 4-8 เดือน รวมทั้งการดูแลผิวด้วยตนเองอย่างถูกต้อง เช่น การทำความสะอาดผิวด้วยวิธีที่ไม่ทำร้ายผิว การเสริมเกราะป้องกันชั้นผิว และการใช้ยาสิวภายใต้การดูแลของแพทย์

การรักษาสิวโดยทั่วไปจะต้องอาศัยระยะเวลากว่าที่จะเริ่มเห็นผล โดยมากจะแนะนำให้รักษาต่อเนื่อง 1-2 เดือน สิวจึงจะค่อยๆ ลดลง ทั้งนี้คนไข้ต้องมีวินัยในการใช้ครีม ยาทา ยารับประทานเมื่อมีข้อบ่งชี้ และหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นสิว

โปรแกรม/ขั้นตอนการทำกดสิวฉีดสิว

Mini Acne

5 ขั้นตอน

Acne Bright

6 ขั้นตอน

Acne laser premium

7 ขั้นตอน

มาร์ค BHA  ✔️✔️✔️
กดสิว✔️ ✔️✔️✔️
ฉีดสิวอักเสบ ✔️✔️✔️✔️
ทรีทเม้นท์  ✔️✔️✔️
มาร์คสิว  ✔️✔️✔️
ฉายแสงลดสิว   ✔️✔️
IPL ทั่วหน้า    ✔️
ราคา300506009001,500

โปรแกรมการรักษาหลุมสิวครบวงจรของทางคณากรคลินิก

1. การตัดพังผืดเทคนิคพิเศษ Blunt Canula Subcision
Canula Subcision เป็นวิธีรักษาหลุมสิวที่มีประสิทธิภาพ เพราะมีการเซาะพังผืดออก จึงทำให้เกิดการสร้างเนื้อที่หลุมสิวอย่างเต็มที่ เหมาะกับคนที่เป็นหลุมสิวมานาน โดยเฉพาะคนที่เป็นหลุมสิวแบบแอ่งกระทะ Rolling Scar ครับ โดยล่าสุดมีการศึกษาพบว่าการใช้ การตัดพังผืดด้วย เข็มปลายทู่ Blunt Canula Subcision มีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้เข็มโดยทั่วไป ซึ่งโดยปกติการรักษาหลุมสิวด้วยวิธีเซาะพังผืด จะใช้เข็มที่มีขนาดเล็ก (เบอร์ 18) หรือที่เรียกว่า Nokor Needle เป็นเข็มที่มีลักษณะพิเศษตรงที่บริเวณปลายเข็มจะเป็นมีดขนาดเล็กไว้ใช้สำหรับตัด เซาะ พังผืดบริเวณหลุมสิวของเรา แต่ไม่ได้ตัดทิ้งไป เพื่อให้เกิดแผลหรือช่องว่างใต้หลุมสิวของเรา จากนั้นพังผืดที่ยึดอยู่ที่หลุมสิวหลุดออก และเป็นการกระตุ้นผิวหน้าของเราให้มีการรักษาอาการบาดเจ็บจากการถูกเซาะผิว โดยการเร่งสร้างคอลลาเจนบริเวณหลุมสิวของเรา

2. ใช้ปากกาหัวเข็มกระตุ้นหลุมสิว (Dermapen)
Dermapen คือ เครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังของเราสร้างคอลลาเจน (Collagen) สามารถปรับความลึกและความเร็วในการทำได้ มีเข็มขนาดเล็กมากอยู่โดยรอบ เส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 0.25 มม. และความยาวของเข็มมีตั้งแต่ 0.25 ถึง 2 มม. ซึ่งมีผลการรักษาปัญหาของผิวหนังที่แตกต่างกัน เช่น กระชับผิวหนังบนใบหน้า ช่วยลดขนาดของรูขุมขน หรือ รักษาแผลเป็นหลุมสิวและรอยแตกของผิวหนัง ความเร็วของเครื่อง Dermapen สามารถปรับได้มากถึง 20-90 ครั้งต่อนาที (ซึ่งเร็วกว่า Dermaroller ) และอัตราความเร็วคงที่ ซึ่งช่วยทำให้ขนาดของหลุมแน่นอน และ Dermapen ยังช่วยกระตุ้น growth factor ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นการสร้าง Collagen และ elastin ทำให้แผลเป็นค่อยๆ ตื้นขึ้น

3. เทคนิครักษาหลุมสิวด้วยการแต้มกรด TCA บริเวณแผลเป็นหลุมสิว TCA CROSS (TCA Chemical Reconstruction of Skin Scars)
การทำ TCA CROSS เป็นเทคนิคที่ใช้กรด TCA (Trichloroacetic acid) ความเข้มข้นสูงแต้มหลุมสิว โดยใช้อุปกรณ์ไม้จิ้มฟัน หรือเข็มขนาดเล็ก โดยมีเทคนิคหลายแบบ เช่น Toothpicks, Needle, Syringes หรือ TCA Paint technique โดยผลของ TCA จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เกิดการสร้างผิวใหม่ รวมถึงทำให้เกิดการเรียงตัวใหม่ของคอลลาเจน โดยเหมาะสำหรับ***หลุมสิวแคบลึก (Ice pick scars) และ Box scar หลังทำผิวจะเปลี่ยนเป็นสีขาวและเป็นสะเก็ดหลุดลอกออกภายในสามถึงสี่วัน

4. ฉีดเมโสรักษาหลุมสิว
เมโสหลุมสิว เเป็นการฉีดตัวยาฉีดเมโส ที่มีส่วนผสมที่ช่วยให้ลดรอยด่างดำบนใบหน้า รวมถึงวิตามินต่าง ๆ ที่ช่วยบำรุงผิว เช่น คอลลาเจน โคเอนไซม์ Vitamin A, B, C, E Transamin, Glutatione ที่ช่วยกระชับรูขุมขน กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เซลล์ผิวใหม่ และช่วยฟื้นฟู ซ่อมแซมผิวได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เหมาะสำหรับหลุมสิวที่มีความรุนแรงไม่มาก

หลุมสิวเกิดจากอะไร ?

หลุมสิว คือผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสิวที่มีการอักเสบ รวมถึงสิวอุดตัน โดยปกติหลังจากสิวหายแล้วจะมีกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังโดยไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน หลังจากสิวหาย จะมีการสร้างเซลล์ผิวหนังและคอลลาเจนล้อมรอบบริเวณที่มีการอักเสบ ซึ่งถ้ากระบวนการนี้เกิดได้อย่างสมบูรณ์ก็จะไม่มีรอยแผลเป็นจากการเกิดสิว แต่ถ้ากระบวนการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไม่สมบูรณ์หรือผิวเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง จนทำให้ผิวยุบลง สร้างคอลลาเจนใหม่ได้ไม่เพียงพอต่อคอลลาเจนที่ถูกทำลายไป เซลล์เนื้อเยื่อเกิดการหดรัดตัว ทำให้เกิดรอยแผลเป็นหรือหลุมจากสิวได้ การเป็นสิวสามารถเกิดรอยแผลเป็นได้ถึง 95% ของผู้ป่วยที่เป็นสิว แต่รอยแผลเป็นจากสิวที่รุนแรง หรือมีหลุมสิว พบได้ประมาณ 22% ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาการอักเสบรุนแรงที่เกิดขึ้นในชั้นหนังแท้ มีการตอบสนองกับเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า C.acnes ทำให้เกิดรอยแผลเป็นหลุมสิวแบบถาวร

สิวแบบไหนที่สามารถกลายเป็นหลุมสิวได้

ลักษณะของสิวที่สามารถกลายเป็นหลุมสิวได้แก่ 

  1. สิวหัวช้างเม็ดใหญ่ (Cyst) เป็นสิวขนาดใหญ่ที่มีหนองปนเลือดอยู่ภายในหัวสิวใช้เวลาในการรักษานาน
  2. สิวอักเสบรุนแรง (Pustule) หรือสิวหัวหนองอักเสบเรื้อรัง
  3. สิวที่ติดเชื้อแบคทีเรียจนลุกลามไปทั่วชั้นใต้ผิว (Nodule)

ลักษณะของหลุมสิว

หลุมสิว มีลักษณะเป็นหลุมเล็ก ๆ บนผิว ทำให้ผิวขรุขระ ไม่เรียบเนียน เป็นรอยบุ๋มลงไป เมื่อเทียบกับชั้นผิวหนังข้างเคียง มองเห็นเป็นหลุมลึกแบบเห็นชัดเจน บางคนอาจจะกระจายทั่วใบหน้า หรือบางคนมีเป็นจุด ๆ เป็นหลุมแผลเป็นทิ้งไว้บนใบหน้า

ประเภทของแผลเป็นจากสิว

ชนิด Rolling Scar หลุมสิวประเภท Rolling Scar เป็นหลุมสิวระดับทั่วไป จะมีลักษณะเป็นหลุมตื้น ๆ เป็นหลุมสิวแค่ช่วงผิวส่วนบนเพียงเล็กน้อย เป็นแอ่งเว้าลงไปไม่ลึก มีความรุนแรงน้อยสุด  มักจะทำการรักษาได้ง่ายกว่าระดับอื่น ๆ

ชนิด Box Scar หลุมสิวประเภท Box Scar จะมีลักษณะเป็นบ่อ มีขนาดกว้าง เห็นขอบของหลุมสิวชัดเจน  ลึกประมาณ 3-5 มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่กว่าหลุมสิวประเภท Ice pick scar  อยู่ในระดับความรุนแรงปานกลาง มักพบพังผืด (fibrosis) เกาะติดในชั้นหนังแท้ มีทั้งแผลลึกและแผลตื่น สาเหตุมาจากสิวอักเสบมีขั้นลึก รวมถึงคนที่เป็นโรคอีสุกอีใส

ชนิด Ice Pick Scar หลุมสิวประเภท Ice Pick scar จะเป็นหลุมลึก ปากแผลแคบ มักมีขนาดไม่เกิน 2 มม. อยู่ในระดับความรุนแรงที่สุด สาเหตุจากการกดหรือบีบสิวอุดตัน สิวที่อักเสบ รักษาได้ยาก เนื่องจากสิวกินเนื้อไปจนถึงชั้นรูขุมขน มีการทำลายลึกลงไปถึงชั้นผิวหนังแท้ ทำให้คอลลาเจนหายไปด้วย หลุมสิวจึงเป็นไปในแนวลึก กว่าผิวจะฟื้นฟูจนเต็มต้องใช้เวลานานในการรักษา เพื่อช่วยให้รอยหลุมตื้นขึ้นมา

ชนิด Hypertrophic Scar (Keloid) เป็นแผลที่มีอาการนูน และแดงคล้ายกับรอยแผลเป็นนูนหนา แต่มีความผิดปกติทำให้เกิดการขยายตัวกว้างขึ้นสู่เนื้อเยื่อรอบๆ จนเกินขอบรอยแผลตอนแรกเริ่ม

คลิกเพื่อสอบถามโปรโมชั่นพิเศษ

รับโปรโมชั่นพิเศษ และปรึกษา สอบถามข้อมูล

รีวิวรักษาหลุมสิว

คลิกเพื่อสอบถามโปรโมชั่นพิเศษ

รับโปรโมชั่นพิเศษ และปรึกษา สอบถามข้อมูล