too much botox

โบท็อกซ์กรามมากๆ ทำให้หน้าคล้อยได้หรือไม่?

การฉีดโบท็อกซ์กรามเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในชาวเอเชีย เนื่องจากลักษณะใบหน้าที่ได้รูปเป็นแบบ V-shape จะทำให้เห็นกรอบหน้าชัด ใบหน้าสวยได้รูปดูมีมิติมากขึ้น

แต่ทั้งนี้การฉีดโบท็อกซ์อาจสร้างความกังวลใจให้กับหลายๆ ท่าน เนื่องจากหลังฉีดไปแล้วรู้สึกแก้มมีความห้อยคล้อย แก้มตอบ โหนกแก้มดูสูงเด่น หรือบางท่านอาจได้รับผลข้างเคียง เช่น ยืมฝืน ยิ้มไม่สุดและไม่เป็นธรรมชาติ

ดังนั้นหากท่านมีลักษณะดังต่อไปนี้ อาจหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์กราม

1. แก้มตอบ : หากมีแก้มตอบอยู่แล้วการฉีดโบท็อกซ์กรามอาจยิ่งทำให้ส่วนข้างแก้มยิ่งตอบมากขึ้น จะทำให้หน้าดูโทรมและแก่กว่าวัย อาจใช้วิธัการเติมฟิลเลอร์เติมเต็มบริเวณแก้มตอบร่วมกับโบท็อกซ์ลิฟท์กรอบหน้าจะทำให้หน้าสวยละมุนขึ้น

2. โหนกแก้มสูง : สำหรับผู้ที่มีโหนกแก้มค่อนข้างเด่นชัด การฉีดโบท็อกซ์กรามจนใบหน้าตอบจะยิ่งเสริมให้โหนกแก้มดูเด่นชัดมากขึ้นกว่าเดิม แนะนำใช้เทคนิคเติมฟิลเลอร์ขมับและใต้โหนกแก้ม เพื่อเป็นการยกพยุงใบหน้าและทำให้โหนกแก้มดูเด่นชัดลดลง

3. แก้มคล้อย ผิวไม่กระชับ : ผู้ที่มีปัญหาแก้มคล้อยจนรู้สึกมีเนื้อมากองอยู่บริเวณหน้าแก้มหรือร่องน้ำหมาก การฉีดโบท็อกซ์กรามจะทำให้กรามมีขนาดเล็กลงทำให้แรงยกพยุงใบหน้าลดลงตามไปด้วย แก้มก็จะยิ่งคล้อยกว่าเดิม กรณีนี้แนะนำทำหัตถการที่ช่วยยกกระชับและเสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิว เช่น ไฮฟู่ เทอมาจ ร้อยไหม หรือการเติมฟิลเลอร์เทคนิคลิฟท์หน้า เป็นต้น

4. กรามเล็ก : ผู้ที่มีเนื้อกรามเล็กอยู่แล้ว การฉีดโบท็อกซ์อาจไม่ได้เห็นถึงความแตกต่างมากนัก หากต้องการให้ใบหน้าดูเรียวสวย กรอบหน้าชัด อาจยกกระชับด้วยการฉีดโบท็อกซ์ลิฟท์กรอบหน้า หรือทำไฮฟู่ค่ะ

5. ไขมันแก้มเยอะ : บางท่านอาจมีปัญหาแก้มเยอะจากไขมัน ทำให้หน้าดูอ้วน การฉีดโบท็อกซ์กรามอาจไม่ตรงกับปัญหา แนะนำการฉีดเมโสแฟตเพื่อลดขนาดมวลไขมัน หรือหากท่านที่เคยฉีดเมโสแฟตแล้วไม่เห็นผล อาจใช้วิธีการดูดไขมันเฉพาะจุด หรือการใช้เทอมาจลดมวลไขมัน

what-is-prp

PRP คืออะไร ดีจริงหรือหลอก?

PRP คืออะไร ดีจริงหรือหลอก?

PRP ย่อมาจาก Platelet Rish Plasma คือ ส่วนประกอบของเลือดที่ได้จากการปั่นเหวี่ยงด้วยความเร็วที่เหมาะสมจนเกิดการแยกตัวของเลือดเป็นชั้นพลาสมา (ส่วนของน้ำเลือดที่เป็นสีเหลือง) และชั้นของเม็ดเลือดแดง ในส่วนของพลาสมานี่เองจะมีเกล็ดเลือดเข้มข้นสูง ซึ่งมีคุณสมบัติในการบำรุงเซลล์ผิวและรากขนได้

PRP มีประโยชน์อย่างไร

PRP ถูกนำมาใช้ในการรักษาด้านต่างๆ กว่า 30 ปี ได้แก่ การลดการอักเสบของกระดูก ข้อ และเส้นเอ็น และได้ถูกนำมารักษาปัญหาผมร่วงและหลุมสิว ซึ่งมีงานวิจัยรองรับแล้วว่าสามารถลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ และฟื้นฟูหลุมสิวได้เมื่อรักษาควบคู่กับหัตถการตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision)
ในด้านความงามมีการนำ PRP มาใช้มากขึ้น ถึงแม้งานวิจัยจะพบว่ามีทั้งเคสที่ได้ผลและไม่ได้ผล แต่ก็ถือเป็นหนึ่งการรักษาทางเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัย และจากประสบการณ์การรักษาของทางคณากรคลินิกพบว่าคนไข้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย ผิวที่เป็นสิว หลุมสิว ริ้วรอยเล็กๆ มีผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อได้รับการรักษาด้วย PRP

ประโยชน์ของ PRP อาจสรุปเป็นหัวข้อได้ ดังนี้

1.ช่วยฟื้นฟู กระตุ้น ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหรือผิวแพ้ง่าย ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีสุขภาพดี
2.ช่วยพื้นฟูริ้วรอยเล็กๆ และรอยคล้ำรอบดวงตา
3.ช่วยฟื้นฟูหลุมสิว
4.ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการรักษาก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อายุ ความหนักเบาของอาการ รวมถึงการดูแลตัวเองหลังการรักษาด้วยค่ะ

ใครบ้างที่ไม่ควรทำ PRP

1.ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์
2.ผู้ที่อยู่ในระหว่างการใช้ยาต้านภาวะแข็งตัวของเลือด ยาสลายลิ่มเลือด
3.ผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนัง หรือเป็นโรคทางผิวหนังอื่นๆ
4.ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจางขั้นรุนแรง
5.มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
6.ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรง หรือเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง

PRP มีโอกาสแพ้หรือไม่

            PRP ได้มาจากการแยกชั้นพลาสมามาจากเลือดของตัวเราเอง หลายคนอาจคิดว่าไม่มีโอกาสแพ้ แต่ความเป็นจริงแล้วมีโอกาสที่จะแพ้ได้จากขั้นตอนการทำ เนื่องจากหลอดที่ใช้บรรจุเลือดจะมีส่วนประกอบของสารต้านการแข็งตัวของเลือด รวมทั้งในขั้นตอนการทำยังมีการใช้น้ำยาทำความสะอาดผิว เช่น แอลกอฮอล์ หากผู้ป่วยมีประวัติการแพ้สารกลุ่มดังกล่าว ก็อาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ แต่โอกาสในการแพ้นั้นน้อยมากๆ และหากเกิดอาการแพ้ก็สามารถทายาและทานยาแก้แพ้ ผิวของเราก็จะกลับสู่สภาพปกติได้

PRP ต้องทำบ่อยหรือไม่

แนะนำทำ PRP เดือนละ 1 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเห็นผลชัดเจนใน 3 เดือน

 

การเตรียมตัวก่อนทำ PRP

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
  2. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ประมาณ 5 – 2 ลิตร
  3. ห้ามรับประทานยาต้านการอักเสบและการแข็งตัวของเลือดในกลุ่ม ASA หรือ NSIAD ก่อนทำ2-3 วัน
  4. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2-3 วัน
  5. งดอาหารที่มีไขมันสูง

ขั้นตอนการทำ PRP

1.เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 10-20 ซีซี ใส่หลอดบรรจุ

2.นำเลือดไปปั่นเหวี่ยงด้วยความเร็วที่เหมาะสมประมาณ 10-20 นาที

3.ระหว่างรอจะมีการแปะยาชาบริเวณที่จะทำการรักษาเพื่อลดความเจ็บขณะทำหัตถการ

4.ดูดส่วนของพลาสมาสีเหลืองใส่ไซริงค์

5.นำ PRP มาฉีดในจุดที่ต้องการทำการรักษา เช่น ทั่วใบหน้า ลำคอ ใต้ตา หรือบริเวณศีรษะ

การปฏิบัติตัวหลังทำ PRP

  1. งดล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงแรกหลังการทำ PRP
  2. งดการออกกำลังกายอย่างหนัก
  3. ทาครีมบำรุงผิวได้ตามปกติ แต่ให้หลีกเลี่ยงการทาครีมที่มีส่วนผสมของ AHA หรือสาร Whitening
  4. ควรพักหน้า โดยงดแต่งหน้าอย่างน้อย 1 วัน
  5. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาประเภทแอสไพริน(Aspirin) และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ประมาณ 2-3 วัน