How to take care of the back to be smooth

6 วิธีดูแลผิวแผ่นหลัง ให้สวยเนียนใส ห่างไกลสิว

หลายท่านอาจกำลังประสบปัญหาผิวที่หลังไม่เรียบเนียนมีสิวหรือผดขึ้น และยังทิ้งรอยดำหรือรอยแดงกวนใจ ทำให้หมดความมั่นใจในการอวดแผ่นหลัง การดูแลแผ่นหลังให้ขาวใสเรียบเนียนปราศจากสิวก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนปรารถนา วันนี้เราจึงมีวิธีดูแลผิวแผ่นหลัง ให้ขาวสวย เรียบเนียนใส ห่างไกลสิวมาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่นเรามารู้ถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดสิวบริเวณแผ่นหลังกันก่อนค่ะ

1.ฮอร์โมน ในผู้ที่มีระดับฮออร์โมนเพศชายสูง อาจมีผลทำให้ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ รวมถึงบริเวณแผ่นหลัง หากดูแลความสะอาดไม่ดีก็อาจทำให้เกิดการอุดตันและเกินสิวได้ง่าย

2.กรรมพันธุ์ สภาพผิวตามกรรมพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นต่อมไขมันผลิตน้ำมันมาก ผิวบอบบางแพ้ง่าย เป็นต้น

3.ผลข้างเคียงจากยา การรับประทานยาบางชนิด เช่น สิวที่เกิดจากยาสเตียรอยด์ วิตามินบี 12 ขนาดสูง หรือการใช้ฮออร์โมนกลุ่มเทสโทสเตอโรน เป็นต้น

4.อาหาร เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารที่กระตุ้นการหลั่งอินซูลินมาก เช่น อาหารรสหวาน หรือผลิตภัณฑ์เดลี่โปรดักซ์ เช่น นมวัว เบเกอรี่ ไอศกรีม เป็นต้น

5.ความเครียด

6.เหงื่อ หรือสิ่งสกปรกที่ตกค้างบริเวณแผ่นหลัง

 

การดูแลแผ่นหลังให้ห่างไกลสิว 6 วิธี

1. อาบน้ำทุกครั้งที่มีเหงื่อและสครับผิวสม่ำเสมอ
นอกจากการทำความสะอาดอย่างหมดจดแล้ว การดูแลผิวด้วยการสครับผิว ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ตามรูขมขนให้หลุดออกไปได้ จึงช่วยลดการการอุดตันของสิ่งสกปรกที่ทำให้เกิดสิวบนแผ่นหลังได้ ซึ่งการสครับผิวนั้นควรทำแต่พอดีและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เม็ดสครับมีความละเอียดไม่บาดผิว แค่เพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งก็เพียงพอแล้ว หรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมที่ช่วยผลัดเซลล์ผิว เช่น BHA แทนการสครับผิวก็ได้เช่นกัน แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังการใช้ในกรณีที่ผิวแห้งและระคายเคืองง่าย

2. ซักเสื้อผ้าด้วยน้ำยาซักผ้าที่อ่อนโยน
สารเคมีที่รุนแรงจากน้ำยาซักผ้าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้นจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่อ่อนโยน และเมื่อเสื้อผ้าเกิดความอับชื้นควรเปลี่ยนตัวใหม่อยู่เสมอ

3. หลีกเลี่ยงการทาผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมัน
ในผู้ที่มีการอุดตันของผิวหรือสิวบริเวณแผ่นหลังมาก อาจหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มการอุดตันของรูขุมขน โดยเฉพาะครีม โลชั่น ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน

4. ดูแลความสะอาดเส้นผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน
บางครั้งสิวที่หลังอาจเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์สระผม ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน หรืออาจใช้วิธีการก้มศีรษะเวลาสระผม เพื่อลดโอกาสการระคายเคืองจากการที่ผลิตภัณฑ์สระผมไหลมาโดนแผ่นหลัง

5. ลดการบริโภคอาหารประเภทเดลี่โปรดักส์
สำหรับผู้ที่อยากรักษาสิวบริเวณหลังให้หายขาด อาจจำเป็นต้องลดหรืองดการบริโภคอาหารรสหวานจัด อาหารที่มีส่วนประกอบของนมวัน เช่น เนย เบเกอรี่ ไอศกรีม เป็นต้น

6. การใช้ยารักษาสิว
ในกรณีที่ทดลองรักษาหรือป้องกันตามวิธีดังกล่าวข้างต้นและยังไม่เห็นผล แนะนำปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการใช้ยารักษา ซึ่งทางคณากรคลินิกมีบริการการดูแลสิวที่แผ่นหลังอย่างครบวงจร ตั้งแต่การใช้ยา การกดสิว การทำทรีทเม้นท์ลดสิวบริเวณแผ่นหลัง รวมถึงการใช้เลเซอร์ในการลดรอยดำรอยแดงจากสิวบริเวณแผ่นหลังอีกด้วย

too much botox

โบท็อกซ์กรามมากๆ ทำให้หน้าคล้อยได้หรือไม่?

การฉีดโบท็อกซ์กรามเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในชาวเอเชีย เนื่องจากลักษณะใบหน้าที่ได้รูปเป็นแบบ V-shape จะทำให้เห็นกรอบหน้าชัด ใบหน้าสวยได้รูปดูมีมิติมากขึ้น

แต่ทั้งนี้การฉีดโบท็อกซ์อาจสร้างความกังวลใจให้กับหลายๆ ท่าน เนื่องจากหลังฉีดไปแล้วรู้สึกแก้มมีความห้อยคล้อย แก้มตอบ โหนกแก้มดูสูงเด่น หรือบางท่านอาจได้รับผลข้างเคียง เช่น ยืมฝืน ยิ้มไม่สุดและไม่เป็นธรรมชาติ

ดังนั้นหากท่านมีลักษณะดังต่อไปนี้ อาจหลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์กราม

1. แก้มตอบ : หากมีแก้มตอบอยู่แล้วการฉีดโบท็อกซ์กรามอาจยิ่งทำให้ส่วนข้างแก้มยิ่งตอบมากขึ้น จะทำให้หน้าดูโทรมและแก่กว่าวัย อาจใช้วิธัการเติมฟิลเลอร์เติมเต็มบริเวณแก้มตอบร่วมกับโบท็อกซ์ลิฟท์กรอบหน้าจะทำให้หน้าสวยละมุนขึ้น

2. โหนกแก้มสูง : สำหรับผู้ที่มีโหนกแก้มค่อนข้างเด่นชัด การฉีดโบท็อกซ์กรามจนใบหน้าตอบจะยิ่งเสริมให้โหนกแก้มดูเด่นชัดมากขึ้นกว่าเดิม แนะนำใช้เทคนิคเติมฟิลเลอร์ขมับและใต้โหนกแก้ม เพื่อเป็นการยกพยุงใบหน้าและทำให้โหนกแก้มดูเด่นชัดลดลง

3. แก้มคล้อย ผิวไม่กระชับ : ผู้ที่มีปัญหาแก้มคล้อยจนรู้สึกมีเนื้อมากองอยู่บริเวณหน้าแก้มหรือร่องน้ำหมาก การฉีดโบท็อกซ์กรามจะทำให้กรามมีขนาดเล็กลงทำให้แรงยกพยุงใบหน้าลดลงตามไปด้วย แก้มก็จะยิ่งคล้อยกว่าเดิม กรณีนี้แนะนำทำหัตถการที่ช่วยยกกระชับและเสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิว เช่น ไฮฟู่ เทอมาจ ร้อยไหม หรือการเติมฟิลเลอร์เทคนิคลิฟท์หน้า เป็นต้น

4. กรามเล็ก : ผู้ที่มีเนื้อกรามเล็กอยู่แล้ว การฉีดโบท็อกซ์อาจไม่ได้เห็นถึงความแตกต่างมากนัก หากต้องการให้ใบหน้าดูเรียวสวย กรอบหน้าชัด อาจยกกระชับด้วยการฉีดโบท็อกซ์ลิฟท์กรอบหน้า หรือทำไฮฟู่ค่ะ

5. ไขมันแก้มเยอะ : บางท่านอาจมีปัญหาแก้มเยอะจากไขมัน ทำให้หน้าดูอ้วน การฉีดโบท็อกซ์กรามอาจไม่ตรงกับปัญหา แนะนำการฉีดเมโสแฟตเพื่อลดขนาดมวลไขมัน หรือหากท่านที่เคยฉีดเมโสแฟตแล้วไม่เห็นผล อาจใช้วิธีการดูดไขมันเฉพาะจุด หรือการใช้เทอมาจลดมวลไขมัน

what-is-prp

PRP คืออะไร ดีจริงหรือหลอก?

PRP คืออะไร ดีจริงหรือหลอก?

PRP ย่อมาจาก Platelet Rish Plasma คือ ส่วนประกอบของเลือดที่ได้จากการปั่นเหวี่ยงด้วยความเร็วที่เหมาะสมจนเกิดการแยกตัวของเลือดเป็นชั้นพลาสมา (ส่วนของน้ำเลือดที่เป็นสีเหลือง) และชั้นของเม็ดเลือดแดง ในส่วนของพลาสมานี่เองจะมีเกล็ดเลือดเข้มข้นสูง ซึ่งมีคุณสมบัติในการบำรุงเซลล์ผิวและรากขนได้

PRP มีประโยชน์อย่างไร

PRP ถูกนำมาใช้ในการรักษาด้านต่างๆ กว่า 30 ปี ได้แก่ การลดการอักเสบของกระดูก ข้อ และเส้นเอ็น และได้ถูกนำมารักษาปัญหาผมร่วงและหลุมสิว ซึ่งมีงานวิจัยรองรับแล้วว่าสามารถลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ และฟื้นฟูหลุมสิวได้เมื่อรักษาควบคู่กับหัตถการตัดพังผืดหลุมสิว (Subcision)
ในด้านความงามมีการนำ PRP มาใช้มากขึ้น ถึงแม้งานวิจัยจะพบว่ามีทั้งเคสที่ได้ผลและไม่ได้ผล แต่ก็ถือเป็นหนึ่งการรักษาทางเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัย และจากประสบการณ์การรักษาของทางคณากรคลินิกพบว่าคนไข้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ผิวแพ้ง่าย ผิวที่เป็นสิว หลุมสิว ริ้วรอยเล็กๆ มีผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อได้รับการรักษาด้วย PRP

ประโยชน์ของ PRP อาจสรุปเป็นหัวข้อได้ ดังนี้

1.ช่วยฟื้นฟู กระตุ้น ซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหรือผิวแพ้ง่าย ทำให้ผิวเปล่งปลั่งมีสุขภาพดี
2.ช่วยพื้นฟูริ้วรอยเล็กๆ และรอยคล้ำรอบดวงตา
3.ช่วยฟื้นฟูหลุมสิว
4.ช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลของการรักษาก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อายุ ความหนักเบาของอาการ รวมถึงการดูแลตัวเองหลังการรักษาด้วยค่ะ

ใครบ้างที่ไม่ควรทำ PRP

1.ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์
2.ผู้ที่อยู่ในระหว่างการใช้ยาต้านภาวะแข็งตัวของเลือด ยาสลายลิ่มเลือด
3.ผู้ป่วยโรคมะเร็งผิวหนัง หรือเป็นโรคทางผิวหนังอื่นๆ
4.ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจางขั้นรุนแรง
5.มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
6.ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรง หรือเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง

PRP มีโอกาสแพ้หรือไม่

            PRP ได้มาจากการแยกชั้นพลาสมามาจากเลือดของตัวเราเอง หลายคนอาจคิดว่าไม่มีโอกาสแพ้ แต่ความเป็นจริงแล้วมีโอกาสที่จะแพ้ได้จากขั้นตอนการทำ เนื่องจากหลอดที่ใช้บรรจุเลือดจะมีส่วนประกอบของสารต้านการแข็งตัวของเลือด รวมทั้งในขั้นตอนการทำยังมีการใช้น้ำยาทำความสะอาดผิว เช่น แอลกอฮอล์ หากผู้ป่วยมีประวัติการแพ้สารกลุ่มดังกล่าว ก็อาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ได้ แต่โอกาสในการแพ้นั้นน้อยมากๆ และหากเกิดอาการแพ้ก็สามารถทายาและทานยาแก้แพ้ ผิวของเราก็จะกลับสู่สภาพปกติได้

PRP ต้องทำบ่อยหรือไม่

แนะนำทำ PRP เดือนละ 1 ครั้ง ส่วนใหญ่จะเห็นผลชัดเจนใน 3 เดือน

 

การเตรียมตัวก่อนทำ PRP

  1. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 8 ชั่วโมงเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม
  2. ดื่มน้ำสะอาดมากๆ ประมาณ 5 – 2 ลิตร
  3. ห้ามรับประทานยาต้านการอักเสบและการแข็งตัวของเลือดในกลุ่ม ASA หรือ NSIAD ก่อนทำ2-3 วัน
  4. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2-3 วัน
  5. งดอาหารที่มีไขมันสูง

ขั้นตอนการทำ PRP

1.เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำประมาณ 10-20 ซีซี ใส่หลอดบรรจุ

2.นำเลือดไปปั่นเหวี่ยงด้วยความเร็วที่เหมาะสมประมาณ 10-20 นาที

3.ระหว่างรอจะมีการแปะยาชาบริเวณที่จะทำการรักษาเพื่อลดความเจ็บขณะทำหัตถการ

4.ดูดส่วนของพลาสมาสีเหลืองใส่ไซริงค์

5.นำ PRP มาฉีดในจุดที่ต้องการทำการรักษา เช่น ทั่วใบหน้า ลำคอ ใต้ตา หรือบริเวณศีรษะ

การปฏิบัติตัวหลังทำ PRP

  1. งดล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงแรกหลังการทำ PRP
  2. งดการออกกำลังกายอย่างหนัก
  3. ทาครีมบำรุงผิวได้ตามปกติ แต่ให้หลีกเลี่ยงการทาครีมที่มีส่วนผสมของ AHA หรือสาร Whitening
  4. ควรพักหน้า โดยงดแต่งหน้าอย่างน้อย 1 วัน
  5. หลีกเลี่ยงการรับประทานยาประเภทแอสไพริน(Aspirin) และยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ประมาณ 2-3 วัน